2007/Jun/30

ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง( CURSE OF THE GOLDEN FLOWER)

เรื่องย่อ
บรรดาเชื้อพระวงศ์เสด็จกลับมาอยู่กันพร้อมหน้าเพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลฉงหยาง ซึ่งเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อเคารพครอบครัว บรรพบุรุษและเพื่อให้พ้นจากเคราะห์ภัยทั้งปวง โดยมีดอกเบญจมาศเป็นดอกไม้สำคัญของเทศกาล ภายในพระราชวัง องค์ฮองเฮา องค์ชายเฉิน(พระโอรสองค์สุดท้อง)และองค์ชายรัชทายาท ผู้เป็นพระโอรสเลี้ยงของพระนาง ต่างเฝ้ารอการเสด็จกลับของฮ่องเต้ และองค์ชายเจี๋ย พระโอรสองค์กลางผู้กรำศึกมานาน เป็นผู้นำทัพไปปกป้องชายแดนทางเหนือ และองค์ฮ่องเต้ภายใต้การอารักขาของทหารหลวง ก็ทรงประทับม้าออกไปต้อนรับองค์ชายด้วยพระองค์เอง ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้ทรงภูมิพระทัยกับความสำเร็จด้านการทหารขององค์ชายเจี๋ยยิ่งนักแต่ก็รู้สึกเคลือบแคลงในความทะเยอทะยานขององค์ชาย พระองค์จึงตรัสเตือนองค์ชายไม่ให้คิดแย่งชิงอำนาจไปจากพระองค์ ฮองเฮาผู้งามงด กำลังเจ็บปวดยิ่งนักจากโรคร้ายที่ทำให้พระนางไม่อาจขยับเขยื้อนพระวรกายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระนางเสวยยาสมุนไพรสีดำเข้มที่เสี่ยวฉาน บุตรีของหมอหลวงเจียง ใส่ถ้วยถวาย ทุกวัน วันละหลายครั้งในขณะเดียวกัน องค์ชายเจี๋ย พระโอรสผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดี รู้สึกกังวลในสุขภาพขององค์องค์ฮองเฮาและความหมกมุ่นในดอกเบญจมาศสีทองของพระนาง นี่พระนางกำลังมุ่งหน้าสู่เส้นทางหายนะหรือไร เมื่อสมาชิกราชวงศ์ทั้งห้ามารวมตัวกันในคืนก่อนเทศกาลฉงหยาง ความตึงเครียดระหว่างพวกเขา ทั้งที่เอ่ยออกมาเป็นคำพูดและที่ซ่อนงำไว้ในใจนั้น ก็ปรากฏอย่างชัดเจน ฮ่องเต้ปะทะกับฮองเฮาต่อหน้าเหล่าองค์ชาย ในที่สุดเหล่าเชื้อพระวงศ์ก็ได้มาประทับอยู่พร้อมหน้ากันเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลฉงหยาง พวกเขากระทำตามราชประเพณีดั้งเดิมทุกประการแม้ว่าจะตระหนักถึงการก่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นอย่างเงียบๆ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทหารนับพันในชุดเกราะสีทอง ได้เข้าจู่โจมพระราชวัง โดยแต่ละนายมีสัญลักษณ์ดอกเบญจมาศปักตรงหน้าอก พวกเขาสังหารเหล่าขันทีและทหารในวังจนสิ้น แต่ฮ่องเต้ทรงเตรียมพร้อมรับมือการโจมตีอยู่แล้ว กลุ่มกบฏดอกเบญจมาศที่เหลืออยู่ ทั้งพวกทหารและข้าราชสำนัก ต่างถูกประหารโดยมีฮ่องเต้และฮองเฮาเสด็จทอดพระเนตร จัตุรัสกลางพระราชวังเกลื่อนไปด้วยซากศพและกลีบดอกเบญจมาศโชกชุ่มเลือดที่ถูกเหยียบย่ำ เหล่าขันทีต่างวิ่งวุ่นเก็บกวาดหลักฐานของการประจัญหน้าที่เกิดขึ้น จนกระทั่งทุกอย่างกลับมางดงาม อลังการเช่นเคย มีการนำกระถางดอกเบญจมาศหลายพันกระถางมาเปลี่ยนใหม่ ขบวนนักดนตรี ทหารและข้าราชบริพารเริ่มพิธีเฉลิมฉลองตามธรรมเนียม ดอกไม้ไฟสว่างไสวบนฟากฟ้าราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น
ความรู้สึกที่มีต่อตัวละคร
องค์ฮ่องเต้

ฮ่องเต้คือความเคร่งครัดในระเบียบและวินัย ยึดมั่นในความมั่นคงของเส้นบรรทัดฐาน เส้นซึ่งเที่ยงตรงดุจนาฬิกาพอดีเป๊ะ ดุจตราชูที่ใช้ชั่งวัด ฮ่องเต้เป็นมนุษย์ที่พยายามขจัดอารมณ์และความรู้สึกเยี่ยงปุถุชนออกไปให้พ้นตัวและไปหลงยึดมั่นกับระบบระเบียบที่สมมุติขึ้นอย่างเข้มข้นและเคร่งเครียด ฮ่องเต้สามารถชี้เป็นชี้ตายได้เหมือนกฎหมายและเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทุกสรรพสิ่งในแผ่นดิน ดังนั้นประโยคที่ว่า เมื่อข้าไม่ให้ ใครก็อย่าคิดแย่ง
องค์ฮองเฮา

ฮองเฮาตกอยู่ภายใต้กรอบที่องค์ฮ่องเต้เป็นคนบัญญัติและไม่อาจขัดขืนได้ซึ่งก็เกิดการต่อต้านในจิตใจและฝังลึกเป็นการผูกใจเจ็บจนนำไปสู่กาลวิบัติ ขัดขืน
องค์ชายเหยียนเสียง(องค์รัชทายาท)

องค์ชายรัชทายาท เหยียนเสียง คือตัวแทนของระบบราชวงศ์ ในอดีตที่อ่อนแอ เหยาะแหยะทางกำลังกายภาพ หากแต่อ้างอำนาจอันสูงสุดจากสวรรค์ว่าเป็น Son of heaven ในการขึ้นครองบัลลังก์เพื่อกุมชะตากรรมของแผ่นดิน ลึกลงไปในจิตใจ เหยียนเสียงต้องการหนีออกไปจากกรอบของระบบราชสันตติวงศ์นี้ เพื่อคว้าไขว่รสชาติของอิสรภาพเยี่ยงปุถุชน โดยเฉพาะอิสรภาพแห่งรัก
องค์ชายเหยี๋ยนเจี๋ย
(องค์ชายรอง)

คือตัวแทนของคนหนุ่มหัวก้าวหน้า ที่รู้สึกกระด้างกระเดื่องต่อระบบการปกครองและจัดเป็นกลุ่มคนที่มีปฏิกิริยา ต่อต้านนโยบายของผู้นำอย่างชัดเจน ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบอันไม่ชอบธรรมในสังคมด้วยการปฏิวัติเพื่อขจัดวิถีทางและวิธีคิดของผู้นำที่มุ่งกดขี่ประชาชน ในหนัง เหยียนเจี๋ยก่อการปฏิวัติเพื่อเสด็จแม่ เพื่อปลดแอกผู้เป็นที่รักให้หลุดพ้นจากกรอบกรงที่จองจำอยู่สู่อิสระเสรีที่ควรมีควรเป็น

องค์ชายเหยี๋ยนเฉิน(องค์ชายเล็ก)

เหยียนเฉิน ตัวแทนของเด็กในยุคสื่อสารสนเทศไร้ขอบเขต สะท้อนปัญหาสังคมในปัจจุบันที่ถูกครอบครัวเลี้ยงดูด้วยความมั่งคั่งแทนความรักความอบอุ่น กลายเป็นเด็กที่เก็บกดและมีปัญหาหลายๆการกระทำสะท้อนถึงความพยายามในการเรียกร้องความสนใจที่ดูไร้เดียงสา

หมอหลวงเจียง

ผู้ซึ่งภักดีต่อฮ่องเต้ ถวายทั้งกายใจรับใช้โดยไม่เคยคิดเคลือบแคลงสงสัยอะไรในภัยที่กำลังย่างกรายเข้ามา
ฮูหยินหมอหลวง

ฮูหยินของหมอหลวง สตรีผู้ที่ไม่หวั่นเกรงต่ออำนาจใด ๆ เหิมเกริม ชี้หน้าด่าฮ่องเต้อย่างไม่ครั้นคร้าม และการเจอกับฮ่องเต้ในหนังครั้งแรก ฮูหยินถึงขั้นตบพระพักตร์ของฮ่องเต้อย่างแรงด้วยโทสะที่ถูกสะสมมาเมื่อครั้งอดีต ฮูหยินเป็นคนตรงและซื่อสัตย์จนอาจถึงขั้นขวานผ่าซากในหลาย ๆ พฤติกรรม อารมณ์ที่เธอรู้สึกไม่อาจถูกกั๊กหรือกดกลั้นไว้ได้

เสี่ยวฉาน(บุตรีหมอหลวง) 
เป็น ผู้ภักดีต่อความรักที่องค์ชายรัชทายาทมอบให้ เสี่ยวฉานได้รับผลร้ายในรูปแบบที่ไม่เกินคาดเดา เสี่ยวฉานยังเป็นตัวแทนของเหยื่อในหนังเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด จากบทบาทการแสดงที่ดูใสและซื่อเอามากๆ ของ เสี่ยวฉาน สะท้อนถึงเด็กสาวในยุคช่างฝัน ที่มีทัศนคติว่าโลกนี้ยังคงสวยสดงดงาม รอคอยเพื่อจะเป็นเจ้าหญิงในอ้อมแขนของเจ้าชาย เหมือนความฝันที่เลื่อนลอยและลมๆแล้งๆ ของเด็กสาวอ่อนเดียงสาในโลกปัจจุบัน

วิเคราะห์ความขัดแย้งและความสัมพันธ์ของตัวละคร

ครอบครัวของหมอหลวง 

สื่อถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและอบอุ่นระหว่างกัน ในนาทีที่เป็นวิกฤติการณ์ถึงขั้นเป็นตาย สมาชิกในครอบครัวนี้ ยอมเสียสละแม้ชีวิตตนเพื่อปกป้องคนที่ตนรักและเมื่อสมาชิกอันเป็นที่รักของตนต้องล้มตาย ความบ้าบิ่นไม่คิดชีวิตก็บังเกิด แตกต่างกับครอบครัวของราชวงศ์ราวฟ้ากับดิน
ครอบครัวของราชวงศ์

มีความสัมพันธ์ในลักษณะของการห้ำหั่นประหัตประหาร แย่งชิงฝักฝ่าย แบ่งพรรคแบ่งพวก ทุกคนล้วนแต่ทำเพื่ออัตตาแห่งตน ( ยกเว้นเหยียนเจี๋ย ที่ทำเพื่อเสด็จแม่) ความ ร้าวฉานที่ลุกลามจากเชื้อไฟในครอบครัว โหมกระหน่ำให้ร้อนแรงไปทั่วทั้งราชอาณาจักร ก่อเป็น ศึกสงครามอันยิ่งใหญ่และย่อยยับพนาสูร

ภาพในตอนจบที่ถ่ายโต๊ะเสวยบนหอเบญจมาศ มิติแรก ภาพนี้ประชดประชันสถาบันครอบครัวที่ร่วงโรยลงก่อนเวลาอันควร (การนั่งร่วมโต๊ะกินข้าวที่เสียดสีปัญหาครอบครัว แต่ในอีกมิติหนึ่ง ภาพนี้ได้สื่อแนวคิดทางปรัชญา ถึงขอบเขตของวงกลมและสี่เหลี่ยม ที่แม้จะมีความแตกต่างทางรูปลักษณ์แต่ก็สามารถสอดคล้องและบรรจบกันได้ในทุกด้านทุกมุม (เสรีภาพในกรอบของกฎหมาย)
นายศุภมิตร วงษ์สงคราม

4819309